ธุรกิจไทยบนเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน Thai Businesses and the Path to Sustainable Growth

เศรษฐกิจ   5 ก.พ. 2561

ในงานเปิดตัวหนังสือ Thailand’s Sustainable Business Guide ที่จัดโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา และสำนักพิมพ์ Editions Didier Millet (EDM) เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา และประธานคณะที่ปรึกษาในการจัดทำหนังสือ Thailand’s Sustainable Business Guide ในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อธุรกิจไทยบนเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้ผู้ร่วมงานได้ตระหนัก และเข้าใจถึงความสำคัญของการนำเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับสังคมที่มั่นคง

“โลกเราอยู่ภายใต้บริบทที่ท้าทายในทุกยุคทุกสมัย เล่าย้อนไปถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลานั้นหลายๆ ประเทศพยายามพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างและฟื้นฟูประเทศตามแนวทางทุนนิยมเสรี นักเศรษฐศาสตร์ต่างเชื่อว่า กลไกราคา หรือที่เรียกว่า ‘invisible hand’ นั้น จะช่วยจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนประเทศต่างๆ ผลักดันให้ประชากรส่วนใหญ่มีงานทำมากขึ้น สามารถขยับตัวเองออกจากความยากจน ความหิวโหย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนนำไปสู่การเป็นประเทศที่ร่ำรวย แต่ทุนนิยมสุดโต่งเหล่านี้กลับขาดการถ่วงดุลด้วยคุณธรรมจริยธรรม ส่งผลให้เกิดวิสัยทัศน์ที่บิดเบี้ยว”

บริบทโลกที่ท้าทาย และวิสัยทัศน์ร่วมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากทุนนิยมที่สุดโต่งซึ่งขาดการถ่วงดุลด้วยคุณธรรมและจริยธรรม ส่งผลให้วิธีคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไป เน้นการให้ความสำคัญกับการสร้างความเจริญเติบโตในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ตัดสินใจต่อเรื่องต่างๆ โดยมองผลในระยะสั้นมากกว่าจะมองผลในระยะยาว ตลอดจนคิดถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมและขาดการบูรณาการ ส่งผลให้โลกของเราเริ่มเกิดความไม่ยั่งยืน

ทรัพยากรของโลกถูกนำไปใช้ในการผลิต เพื่อตอบสนองการบริโภคแบบเกินพอดี ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา อาทิ ขยะล้นเมือง การตัดไม้ทำลายป่า การใช้สารเคมีในภาคการเกษตรจนส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค  ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาวะโลกร้อนที่เริ่มส่งผลมาถึงการดำรงชีวิตของคนยุคปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้กลายเป็นภาระจำยอมที่คนทั่วโลกต้องยอมรับ

“ที่ประชุม World Economic Forum มีการหารือกันถึงสถานการณ์ของโลกภายในปี ค.ศ.2050 ว่า น้ำหนักของขยะที่เป็นสารพลาสติก ซึ่งถูกทิ้งลงทะเล จะเท่ากับน้ำหนักของสัตว์ทะเลทั้งหมด และที่น่าตกใจคือประเทศไทยก็ติดลำดับต้นๆ ของประเทศที่มีการทิ้งขยะลงในทะเลมากที่สุดในโลกเช่นกัน”

นอกจากปัญหาเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีอีกหลายปัญหาซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำที่แทรกตัวในทุกพื้นที่ของโลก การขาดคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งในเรื่องอาหาร สุขภาพอนามัย และการศึกษา รวมถึงปัญหาความขัดแย้งและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) 17 ข้อ เมื่อ กันยายน ค.ศ. 2015 เพื่อใช้เป็นวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศสมาชิกที่จะร่วมกันแก้ไขและนำโลกไปสู่บริบทใหม่ที่ดีขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีคะแนน SDGs อยู่ในอันดับที่ 55 จาก 157 ประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับปานกลางที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่า มีบางเรื่องที่ประเทศไทยทำได้ดี อาทิ การแก้ปัญหาความยากจน การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ในยุคที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตปี พ.ศ. 2540 ถือเป็นช่วงที่สะท้อนให้เห็นว่านโยบายทางเศรษฐกิจที่เราใช้อยู่นั้นเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน แต่โชคดีที่เรามีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่หลายองค์กรนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาซึ่งสามารถสนับสนุนแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นเกราะคุ้มกันที่ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก”

แต่อย่างไรก็ตามเรายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลโดยไม่คำนึงถึงอนาคต ปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัย  และอุบัติเหตุ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ SDGs จึงไม่เพียงเป็นแค่ “ทางสายเอก” ที่ทั่วโลกมุ่งเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่ยังเป็นการขยายมุมมองและเพิ่มตัวแปร ในกระบวนการตัดสินใจที่ช่วยปรับวิสัยทัศน์ที่เคยบิดเบี้ยวกลับมาคิดในมุมใหม่เพื่อแก้ต้นตอปัญหาที่ทำให้การพัฒนาที่ผ่านมาไม่ยั่งยืน

ภาคธุรกิจและแนวคิดความยั่งยืน

เป็นเรื่องน่ายินดีว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางธุรกิจที่เดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีกระบวนการกำกับดูแลจากภาครัฐที่เข้มข้นขึ้น รวมไปถึงข้อกฎหมายที่มีเป้าหมายในการคุ้มครองทั้งสิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค นอกจากนั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสารทำให้สังคมโลกเล็กลง ส่งผลให้ปัญหาหรือความผิดพลาดจุดใดจุดหนึ่งสามารถเป็นข่าวที่ทั่วโลกรับรู้ได้ในเสี้ยววินาที

“การแข่งขันในโลกธุรกิจที่มีกลไกธรรมาภิบาลเป็นเครื่องมือสำหรับชี้วัดความโปร่งใส และการให้ความสำคัญกับการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ อย่างเช่น บริษัทที่ใช้แรงงานผิดกฎหมายซึ่งถูกแบนจากทั่วโลก แม้เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ทำกันมานาน แต่กับผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ไม่มีใครรู้สึกดีที่รู้ว่า ปลาที่เรากำลังรับประทานนั้น มาจากการใช้แรงงานทาสที่ผิดกฎหมาย เรื่องเหล่านี้ผลักดันให้ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงการทำความดีอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบันสังคมมีความคาดหวังให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการจัดการกับความท้าทายและปัญหาสังคมมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การทำธุรกิจให้ก้าวหน้าด้วยการมุ่งหวังเพียงผลประกอบการด้านการเงินอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากแต่ภาคธุรกิจยังต้องทำหน้าที่เพื่อสังคม เนื่องจากธุรกิจมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ในสังคม ถ้าภาคธุรกิจไม่ช่วยสังคม ธุรกิจเองก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ “ความยั่งยืน” จึงเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานที่ตอบโจทย์ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กรได้

ดังนั้น ภาคธุรกิจที่มีความรับผิดชอบในอนาคต จะไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ได้รับการยอมรับจากชุมชนให้ดำเนินธุรกิจ หรือ “license to operate” แต่ต้องเป็นธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนให้ดำเนินธุรกิจ หรือ “social license to operate” ด้วย ซึ่งสะท้อนว่าได้รับความไว้วางใจจากชุมชน ธุรกิจจึงจะเติบโตอย่างยั่งยืน ที่สำคัญ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้องค์กรมีภาพลักษณ์ที่ดี หรือมีชื่อเสียง แต่เป็นเรื่องที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต และนี่คือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ของโลกที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้เท่าทัน

การขับเคลื่อนธุรกิจบนเป้าหมายแห่งความยั่งยืน

การขับเคลื่อนธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนได้หัวใจสำคัญอยู่ที่ “ผู้นำองค์กร” ที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ต่อเรื่องความยั่งยืน และมีหลักในการปฏิบัติ 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก ผู้นำองค์กร กรรมการบริษัท ตลอดจนผู้บริหาร ต้องให้ความสำคัญ และกำหนดเป้าหมายเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินธุรกิจ สามารถอธิบายเหตุผล และยุทธศาสตร์ที่จะใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ จึงจะสามารถชักจูงให้พนักงาน คู่ธุรกิจ และหุ้นส่วนทางธุรกิจยอมรับ จึงจะนำมาสู่การขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สอง ผู้นำองค์กรต้องเปิดทางให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีโอกาสในการตัดสินใจ หรือที่เรียกว่า “Stakeholders Engagement” และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นและบริษัท การทำความเข้าใจและมีเป้าหมายร่วมกันเช่นนี้จะช่วยลดแรงกดดันเรื่องผลกำไรระยะสั้นลดลง

ประการที่สาม ผู้นำองค์กรจะต้องจัดการกระบวนการทำงานอย่างยั่งยืนให้เป็นพลวัตร โดยแต่ละองค์กรต้องปรับตัว และปรับความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นพื้นฐานที่จะไม่เปลี่ยนแปลง คือ ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความหวังดีต่อกัน ความไว้วางใจ และส่วนที่มีพลวัตรพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคมใหม่ๆ เช่น รสนิยม การใช้ชีวิต เทคโนโลยี เป็นต้น ภาคธุรกิจจึงต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้บริโภค และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการทำให้โลกใบนี้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

องค์กรธุรกิจและผู้ที่สนใจศึกษาแนวทาง กระบวนการการพัฒนาธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน สามารถหาซื้อหนังสือ Thailand’s Sustainable Business Guide ได้ที่ร้าน Kinokuniya และ Asia Books ในราคา 1,350 บาท

 


เปิดอ่าน 190
Recommended ที่เกี่ยวข้อง