“อู่ตะเภา” ติดปีกไทย สู่มหานครการบินแห่งภูมิภาค

เศรษฐกิจ   17 พ.ย. 2560

....

ความได้เปรียบจากการที่ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่เป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน นำมาสู่อีกหนึ่งในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่เสมือนเป็นอีกโครงการพัฒนาที่เป็นแม่เหล็กสำคัญของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี  ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาสู่การเป็น “ท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบแห่งที่ 3 ของประเทศไทย”

นอกเหนือจากอู่ตะเภาจะกลายเป็นสนามบินที่เชื่อมต่อการเดินทางสำคัญอีกแห่งของภูมิภาค ที่ผ่านมาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกยังเป็นพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเฉลี่ยหลายสิบล้านคนต่อปี หากสนามบินอู่ตะเภาได้รับการพัฒนาพร้อมให้บริการก็จะช่วยอำนวยทั้งความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาฝั่งตะวันออกโดยตรง เป็นการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่

ซึ่งหากการพัฒนาอู่ตะเภาแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มจำนวนและรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาใช้บริการในสนามบินอู่ตะเภาไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคนในอีก 5 ปีแรก และเพิ่มเป็น 30 ล้านคนภายใน 10 ปี และ 60 ล้านคนภายใน 15 ปี ต่อไปนอกเหนือจากสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ที่ปัจจุบันต้องรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ละปีเกินความสามารถมากไม่ต่ำกว่าปีละ 17 ล้านคน

นอกจากนี้ พื้นที่สนามบินอู่ตะเภามีพื้นที่ 6,500 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง กำลังเป็นอีกหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การยกระดับให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางคมนาคมโลจิสติกส์และยังผนวกเข้ากับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ

โดยในการดำเนินงาน5 ปีแรก(ปี 2560-2565)รัฐบาลไม่เพียงพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติทั้งการพัฒนาอาคารผู้โดยสาร รันเวย์แต่พื้นที่โดยรอบ แต่อู่ตะเภากำลังเป็นอีกต้นแบบเมืองศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub)การพัฒนาแนวคิดดังกล่าวจะช่วยยกระดับให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นมหานครการบินเช่นเดียวกับในหลายประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ฯ ที่เคยประสบผลสำเร็จและดึงดูดการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้มาลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รอบสนามบิน

ซึ่งในการพัฒนาระยะที่สอง รัฐบาลมีเป้าหมายพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาสู่การเป็นมหานครการบินในปี 2570 ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เมืองใหม่การบินที่เรียกว่า “มหานครแห่งการบิน” (Aerotropolis)ซึ่งเป็นการขยายการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบินออกไปจากศูนย์กลางที่เป็นสนามบินในรัศมี 20-30กิโลเมตร ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม เป็นการพัฒนาที่สอดรับกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบิน หรือเชื่อมโยงกับสนามบิน (Airport Corridor) จะช่วยดึงดูดธุรกิจและความเจริญต่าง ๆ เข้ามาในพื้นที่และจะเชื่อมโยงไทยเข้ากับภูมิภาคและทั่วโลกมากขึ้น

ซึ่งการขยายดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงเมืองพัทยาและนิคมอุตสาหกรรมเหมราชเป็นการเชื่อมโยงระหว่างเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จก็จะดึงดูดธุรกิจจำนวนมากเข้าไปตั้งในพื้นที่นี้

อีกปัจจัยความสำเร็จสำคัญของการพัฒนาสนามบินแห่งที่ 3 ยังมาจากการพัฒนาเส้นทางรองรับการเดินทาง รถไฟความเร็วสูง ที่จะเชื่อมโยงระหว่าง 3 สนามบินซึ่งจะวิ่งจากดอนเมือง สุวรรณภูมิ และมายังอู่ตะเภา ด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาการเดินทางเพียง 45 นาที ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพให้สนามบินอู่ตะเภา ที่ไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้แต่กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา แต่ยังเป็นรากฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยในอนาคต


เปิดอ่าน 3,323