สานพลังเด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้วิถีชุมชน หนุนการสร้างพลเมืองตื่นรู้

เศรษฐกิจ   15 ก.พ. 2560

โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยังคงสานต่อกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และสมุทรสงคราม ตลอดจนการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนงานเด็กและเยาวชนของภาคีเครือข่ายในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและตระหนักต่อการสร้างความยั่งยืนในชุมชม

บรรยากาศภายในงานมหกรรมพลังเด็กและเยาวชนภาคตะวันตก "ก้าวกล้า การศึกษา เพื่อสร้างพลเมือง ตามรอยเท้าพ่อ" ภายใต้ “โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก” ปีที่ 2 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28  มกราคมที่ผ่านมา  ณ บริเวณพื้นที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ (มูลนิธิชัยพัฒนา) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มต้นคึกคักตั้งแต่ในช่วงเช้า จากพลังความร่วมมือของเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง ผู้ปกครอง สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น นิทรรศการมีชีวิตของเยาวชน ที่นำเสนอการเรียนรู้จากการลงมือทำโครงการใน 5 ประเด็น คือ 1. ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 2. การจัดการทรัพยากรน้ำ 3. ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา 4. สืบสานคุณค่ามะพร้าวในชุมชนแม่กลอง และ 5. พลังอาสาสมัครกับการพัฒนาชุมชน การเขียนเรียงความ การถ่ายภาพเพื่อสื่อความหมาย การวาดภาพระบายสี นอกจากนี้ยังมีเวทีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น  โขน      การขับกล่อมเสภา การรำไทย การแสดงหนังใหญ่ การแสดงละครเงา จากเยาวชนที่บอกเล่าความรู้สึกของพวกเขา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน  

กิจกรรมเหล่านี้นับเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ภาคตะวันตก ภายหลังจากที่พวกเขาใช้เวลากว่า 470 วัน เข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยน ศึกษาต้นทุนและสถานการณ์ปัญหาที่มีอยู่ในชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการจากการมีส่วนร่วมกับผู้ใหญ่ในชุมชนภาคีเครือข่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ผ่านกลไกของพี่เลี้ยงที่ช่วยสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง  

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

จากจุดเริ่มต้นของโครงการฯ ในปีแรก นำมาสู่การเติบโตของพลังเยาวชนในปีที่ 2 นี้  พวกเขายังคงมุ่งมั่นสานต่อเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างเยาวชนที่มีความรับผิดชอบต่อชุมชน การสร้างโค้ช ทีมพี่เลี้ยงโครงการและทีมที่ปรึกษาเยาวชนของพื้นที่ และ สร้างกลไกและระบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางสังคม ส่วนบรรดาคนรุ่นใหม่ก็ต้องการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อชุมชนท้องถิ่น และพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าไปเรียนรู้การดำเนินงานโครงการทั้ง 24 โครงการที่ประสบสำเร็จแล้ว

ต่อยอดองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

งานมหกรรมพลังเด็กและเยาวชนภาคตะวันตก ปีที่ 2 นี้ ได้รับเกียรติจาก นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะประธานในพิธี กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญที่หลายฝ่ายจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรม ผ่านการสนับสนุนการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนร่วม อันจะนำไปสู่การสร้างสำนึกการเป็นพลเมือง ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้เด็กและเยาวชนเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือสังคม การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณี รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตและการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน

“โครงการฯ นี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้วิจัยภาคสนาม ภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ของท้องถิ่นและได้ดำเนินมาอย่างถูกทางแล้ว ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการทำน้ำตาลมะพร้าวที่เยาวชนได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ของชุมชน เขาจึงบอกได้ว่าจะนำองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่างไร จากการมีส่วนร่วมในการสืบทอดวัฒนธรรมภูมิปัญญาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชน”

ในตอนท้ายผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามกล่าวว่า คนที่จะขึ้นมาดูแลท้องถิ่นต่อไปคือคนรุ่นใหม่ ตอนนี้จึงเป็นหน้าที่ของเด็กและเยาวชนที่ควรได้รับการปลูกฝังในด้านการอนุรักษ์ในแผ่นดินเกิด เพื่อให้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นเกิดมูลค่าเพิ่มและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อไป"  

น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสานฐานทุนทางสังคม-วัฒนธรรม

คุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ร่วมกล่าวเปิดงานว่า จังหวัดสมุทรสงคราม มีความร่ำรวยทางด้านวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรที่มีความหลากหลาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือความร่ำรวยด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีปราชญ์ชาวบ้านและผู้ใหญ่ในพื้นที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทยในปัจจุบันขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมสมัยใหม่ การพัฒนาคนต้องควบคู่กับการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีและต้นทุนทางทรัพยากรในพื้นที่

“ผลงานของเด็กและเยาวชนที่จัดแสดงในนิทรรศการทั้ง 24 โครงการ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของท้องถิ่นมาต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมสมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้เกิดจากผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาศึกษาและนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์”

“ที่น่าสนใจคือ การคัดเลือกทำโครงการของเยาวชนได้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติ โดยพิจารณาจากหลักความมีเหตุผลในการสร้างโจทย์ของโครงการ การคำนึงถึงศักยภาพของตนเอง  คิดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะแสวงหาภูมิคุ้มกันที่ดีในการทำโครงการให้สำเร็จ เท่ากับเยาวชนได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพึ่งพาตนเองและรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงและสามารถนำไปใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน” คุณปิยาภรณ์กล่าว

กระบวนการเรียนรู้เรื่องราวท้องถิ่น สร้างเยาวชนจิตสาธารณะ

นายชิษณุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม  กล่าวว่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่มาจากฐานคิดที่ว่าเด็กไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาสังคม เพียงแต่ผู้ใหญ่จะต้องใช้ความรู้เป็นพลังเปลี่ยนแปลงในทางบวก เพื่อทำให้พวกเขาดึงศักยภาพของตนเองออกมาพัฒนาสังคม

“ตลอดระยะเวลาสองปีของการทำโครงการฯ ทำให้ได้เริ่มเห็นพัฒนาการของเด็กๆ จากการที่ผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ลงมือทำโครงการเพื่อชุมชนท้องถิ่นของตนเอง จากวันแรกที่พวกเขาไม่เคยสนใจเรื่องใกล้ตัว ไม่เคยคิดแก้ปัญหาและร่วมมือทำงานกับผู้อื่น วันนี้พวกเขาตระหนักถึงสำนึกพลเมืองที่ทำให้พวกเขาลุกขึ้นมาทำความรู้จักบ้านเกิดตัวเองและนำเอาสิ่งที่มีคุณค่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเชื่อมโยงกับการพัฒนา   บ้านเกิดตัวเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาชุมชนได้”

ในปีนี้โครงการได้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าร่วมกว่า 100 ชีวิต ประกอบด้วย 24 โครงการ และสามารถแบ่งแยกสถานการณ์ปัญหาออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ 1. ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 2. การจัดการทรัพยากรน้ำ 3. ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา 4. สืบสานคุณค่ามะพร้าวในชุมชนแม่กลอง และ                 5. พลังอาสาสมัครกับการพัฒนาชุมชน นายชิษณุวัฒน์ กล่าวว่า การจัดแบ่งกลุ่มประเด็นปัญหาในลักษณะนี้ทำให้เด็กเห็นความเชื่อมโยงของสถานการณ์ในพื้นที่ได้ชัดเจนมากขึ้น และสามารถเชื่อมต่อการทำงานกับเพื่อนในโครงการอื่นๆจนเกิดเป็นเครือข่าย ทำให้พวกเขามีทักษะในการดำรงชีวิตในสังคมที่ดีขึ้นและทำโครงการได้สำเร็จตามเป้าหมายมากขึ้น

นายชิษณุวัฒน์ กล่าวต่อว่าการขับเคลื่อนโครงการจากปีที่ 2 ย่างก้าวสู่ปีที่ 3 นี้ โครงการฯ มีความตั้งใจที่จะขยายผลเรื่องการพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่ผ่านกลไกและกระบวนการเรียนรู้เรื่องราวท้องถิ่นเหล่านี้ให้กับองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้โดยตรง เช่น มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา โรงเรียน หรือแกนนำชุมชนเพื่อการสานต่องานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การสร้าง Active citizen หรือพลเมืองตื่นรู้ในรุ่นต่อไป รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรมในอนา


เปิดอ่าน 2,458