จุดเริ่มต้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ศึกษาข้อมูลเป็นระบบ มองครบองค์รวม

เศรษฐกิจ   19 ธ.ค. 2559

TSDF – TRF Sustainability Forum 2/2016 เปิดพื้นที่ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ร่วมเรียนรู้บริบท “คลองโยง – ลานตากฟ้า”

การพัฒนาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นำไปสู่การแพร่กระจายและการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมจากเมืองสู่ชนบทมากขึ้น การติดต่อคมนาคมที่สะดวกสบาย การขยายตัวของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม การมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาของคนรุ่นใหม่ และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในวันนี้ภาพและความเข้าใจต่อ “ชนบทไทย” ของใครหลายคน ว่าเป็นสังคมที่ผู้คนมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เลี้ยงปากท้องด้วยการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว อาจต้องเปลี่ยนแปลงไป หากมีโอกาสได้เรียนรู้และเข้าใจถึงบริบทอย่างแท้จริง

 

ด้วยเหตุนี้ เวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการ TSDF-TRF Sustainability Forum 2/2016 พื้นที่ชนบทไทย: โอกาสและความท้าทายของนักวิจัยรุ่นใหม่ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 -  13 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของมูลนิธิมั่นพัฒนา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนาชนบทไทยให้เกิดความยั่งยืน จึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมเวทีเสวนาฯ ซึ่งเป็นนักวิจัยที่มีใจในการทำงานเพื่อพัฒนาแต่ยังขาดประสบการณ์ในการทำงานเชิงพื้นที่ ได้ร่วมเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ตรงกับชาวบ้านจากการลงพื้นที่ชุมชนคลองโยง – ลานตากฟ้า อำเภอพุทธมณฑล และ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจลักษณะทางกายภาพของชุมชน เข้าใจถึงวิธีคิด วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ และเรียนรู้กระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง อันจะนำมาสู่การคิดวิเคราะห์โจทย์งานวิจัยที่มีคุณภาพสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

 

          คลองโยง – ลานตากฟ้า ชุมชนขนาดพื้นที่กว่า 1,800 ไร่ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถือเป็นชุมชนที่มีเป็นโฉนดชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันมีลักษณะของความเป็นชุมชนชนบทกึ่งความเป็นเมือง และเป็นชุมชนต้นแบบของการพึ่งพาตนเอง โดยทุกคนในชุมชนได้รับกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินเพื่อทำการเกษตร เราจึงเห็นความหลากหลายในการเพาะปลูก และความเป็นเกษตรผสมผสาน ทั้งการทำนาข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวทุ่งนครชัยศรี ข้าวสายพันธุ์ต่างถิ่นอื่น ๆ อีกทั้งนากุ้ง นาบัว และพืชผักมากมายหลายชนิด แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมากับการทำการเกษตรก็คือเรื่องของยาฆ่าแมลง และเคมีภัณฑ์ต่างๆ  แต่ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้มีเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะต้องมีแผนการใช้ที่ดิน และมุ่งพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในระยะยาว จึงได้เริ่มก่อตั้งกลุ่มปลูกผักปลอดสารและกลุ่มผลิตข้าวปลอดสารเคมี เพื่อปูทางสู่เกษตรปลอดสารเคมี 100% นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นตลาดข้าวอินทรีย์และผักปลอดสารเคมีสำหรับคนเมือง กลับมาอนุรักษ์การปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองในรูปแบบของนาโยน  นอกจากนี้ยังมีการจัดหาพันธุ์ข้าวให้สมาชิกได้ยืมคืนผ่านการดำเนินงานธนาคารเมล็ดพันธุ์ประจำชุมชน และจัดตั้งโรงสีชุมชนเพื่อรองรับการสีข้าวให้สมาชิกในชุมชนเพื่อบริโภคและสีข้าวกล้องอินทรีย์จำหน่าย โดยมีความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้วิถีเกษตรอินทรีย์มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

นางนันทา ประสารวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านโฉนดชุมชน คลองโยง-ลานตากฟ้า เปิดเผยว่าหลายกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน แม้จะมาจากความตั้งใจแน่วแน่ร่วมกันของทุกคนในชุมชน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความสำเร็จนั้นคือแรงบันดาลใจที่ได้จากนักวิชาการและนักวิจัยที่มาลงพื้นที่และมีส่วนทำให้ชาวบ้านกล้าที่จะลงมือพัฒนาท้องถิ่นของตน และพร้อมจะเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมให้นักวิจัยเข้ามาช่วยพัฒนาชุมชนนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างนั้นใช่ว่านักวิจัยทุกคนจะสามารถทำงานร่วมกับชาวบ้านได้ เพราะยังมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายอย่างที่นักวิจัยยังไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงชุมชน

 

ทางออกของปัญหานี้คือนักวิจัยต้องทำการบ้าน รับรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนมาพอสมควรก่อนจะดำเนินการเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาวิจัย และที่สำคัญนักวิจัยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ และเครื่องมือในการศึกษาชุมชนที่เหมาะสม เนื่องจากชนบทในปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนและย้อนแย้งในตัวเอง มีความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ตลอดจนประชากรในชุมชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย ความท้าทายเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้รูปแบบการทำงานของนักวิจัยนั้นเกิดความแตกต่างจากที่เป็นมา

 

ทั้งนี้การจะใช้เครื่องมือเพื่อศึกษาชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพนั้น อาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุลรองคณบดีฝ่ายการนักศึกษา และอาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยากรกระบวนการหลักของเวทีเสวนาฯ ครั้งนี้ ให้หลักการทำงานว่า นักวิจัยที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ต้องรู้สึก ‘เข้าถึง’ กับการทำงานร่วมกับชาวบ้านจริง ๆ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยและคนในชุมชนเท่านั้นที่จะสร้างการจะเปลี่ยนแปลงได้ การไว้เนื้อเชื่อใจสำคัญมากต่อการทำงานเพื่อชุมชน นักวิจัยจึงต้องทำความเข้าใจพื้นที่ให้มากที่สุด ควรละทิ้งความเชี่ยวชาญโดยตรงที่ติดตัวมา และไม่ตั้งธงหรือคาดการณ์ล่วงหน้ามาก่อน แต่เปลี่ยนให้เป็นการตั้งโจทย์จากพื้นที่จริง แล้วนำโจทย์ที่ได้รับมาแก้ไขเพื่อตั้งสมมติฐานต่อ หรือกลับมาระดมสมองเพื่อเสาะหาปัญหาแท้จริงที่ซ่อนตัวอยู่

 

          “ลักษณะการทำงานของนักวิจัยจึงต้องเข้าไปศึกษาหรือสังเกตทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่หรือปัญหา แล้วค่อยนำมาออกแบบที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จากนั้นจึงเข้าไปปฏิบัติการแล้วประเมินผล ซึ่งความสำเร็จของงานพัฒนาเพื่อชุมชน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญที่ว่านักวิจัยมองเห็นปัญหาอย่างไร เราจะมองปัญหาแบบหยุดนิ่งหรือเป็นเส้นตรงไม่ได้ เพราะชนบทมีพลวัตและความซับซ้อน มีบริบท หรือตัวแปรอื่นๆ ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย และคนชนบทเองเขาพร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการ พร้อมร่วมลงทุน ไม่ได้รอความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเท่านั้น พวกเขามีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ มีทรัพยากร มีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้นหน้าที่ของนักวิจัยต้องตีโจทย์นั้นให้แตก แล้วนำมาคิดออกแบบปฏิบัติการโดยใช้เครื่องมือในการออกแบบโครงการที่เหมาะสมกับการวิจัยชุมชนจริงๆ อาทิ Logical Framework หรือ Outcome Mapping เป็นต้น หรือยกสมมติฐานเป็นความรู้ให้ได้ รวมทั้งใช้ความรู้ทฤษฎีที่ได้รับการทดลองปฏิบัติการมาและพิสูจน์มาแล้วว่ามันใช้ได้มาสร้างการเปลี่ยนแปลง”

 

          อาจารย์กิตติกาญจน์ หาญกุล อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า เครื่องมือเพื่อการศึกษาชุมชนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ความคิด (Mind Map) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในชุมชน เพื่อพิจารณาระบบความสัมพันธ์ของชุมชนเป็นแบบไหน ใครมีอำนาจหรืออิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง และเพื่อดูแนวโน้มของชุมชนว่าเข้มแข็งหรืออ่อนแอ รวมทั้งการเขียนแผนที่ การลงมือทำปฏิทินการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และใช้แรงงาน เป็นต้น นักวิจัยควรเข้ามาศึกษาเรื่องนี้ก่อนลงพื้นที่จริงเพื่อเป็นกรอบการศึกษาเบื้องต้น ช่วยในเรื่องการตั้งคำถามทำให้นักวิจัยเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบ้านได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นการได้ศึกษาเทคนิคกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (Appreciation – Influence – Control: A-I-C) ก็จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกัน สามารถนำเครื่องมือนี้ไปต่อยอดหรือประยุกต์ออกแบบให้เข้ากับความสนใจของนักวิจัยแต่ละคนได้อีกด้วย

 

          หลังเสร็จสิ้นการเรียนรู้และศึกษาพื้นที่ “คลองโยง – ลานตากฟ้า” กลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่ได้มีโอกาสถ่ายทอดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมถอดบทเรียนจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานเชิงพื้นที่ และทดลองวิเคราะห์ข้อมูลชุมชนเพื่อสร้างประเด็นงานวิจัยด้วยการบูรณาการข้อมูล เชื่อมโยงกับความต้องการของพื้นที่ และความรู้ความเชี่ยวชาญของนักวิจัย เพื่อจะเป็นแนวทางพัฒนาพื้นที่คลองโยง – ลานตากฟ้า  ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ผลที่เกิดขึ้นทำให้เห็นประเด็นงานวิจัยที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถต่อยอดให้เกิดขึ้นจริงได้ เช่น การจัดการเกษตรอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืนในสภาวะการรุกคืบของ “ความเป็นเมือง” หรือ การค้นหาและพัฒนาอัตลักษณ์ของชุมชนเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิต และ กระบวนการจัดการความรู้ภายในอาชีพต่างๆ ของชุมชน เป็นต้น

 

          การเปิดพื้นที่เรียนรู้ “คลองโยง – ลานตากฟ้า” ให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ให้นักวิจัยได้ตระหนักถึงคุณค่าของการทำงานเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง หลังจากนี้ หากนักวิจัยรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมเวทีเสวนาฯ มีความตั้งใจที่จะต่อยอด พัฒนาประเด็นหรือโจทย์วิจัยให้ชัดเจน พร้อมลงมือทำจริง ทางมูลนิธิมั่นพัฒนา และ สกว. ก็ยินดีและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนต่อไป


เปิดอ่าน 2,199
Advertorial ที่เกี่ยวข้อง