ข่าว นศ.ฮิตแปลงเพศ
จาก คม ชัด ลึก หน้า 1 
โต๊ะรายงานพิเศษ


- ตอน 1 วันที่ 17 ม.ค.2551
- ตอน 2 วันที่ 18 ม.ค. 2551

แฉนศ.ปี 1 ฮิต หั่นแปลงเพศยอมจ่ายนับแสน – ครูชี้สิทธิส่วนตัว

ปัจจุบันจำนวนชายรักชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่มีค่านิยมแปลงเพศตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากเกรงว่าหากอายุมากขึ้นจะทำให้ฮอร์โมนเพศชายสูงเกินกว่าจะแปลงให้ร่างกายสมส่วนเหมือนผู้หญิงทั่วไป

การ์ตูน หนึ่งในนักศึกษาแปลงเพศกล่าวถึงสูตรสำเร็จในการผ่าตัดเป็นสาวสมบูรณ์แบบว่า ตุ๊ด กะเทย หรือสาวประเภทสอง ส่วนใหญ่ที่มีความมุ่งมั่นจะผ่าตัดแปลงเพศ จะมีความรู้สึกตั้งแต่วัยเด็กเลยว่า ร่างกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง คนกลุ่มนี้พอเริ่มเรียนระดับมัธยมต้นก็จะกินฮอร์โมนปรับร่างกายเตรียมความพร้อม เริ่มจากการกินยาคุมกำเนิดและฉีดฮอร์โมนเพศหญิงให้ร่างกายมีหน้าอกและผิวพรรณเปล่งปลั่ง เมื่อจบมัธยมต้นแล้วออกจากระบบการศึกษาหรือเข้าเรียนต่อสายวิชาชีพก็จะผ่าตัดทำหน้าอก ยกเว้นกลุ่มที่เรียนต่อมัธยมปลายก็ต้องรอให้จบเข้ามหาวิทยาลัยปี 1-2 ก็จะผ่าตัดทำหน้าอก เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มจะบังคับน้อยลง

การ์ตูน อธิบายต่อว่า นักศึกษาที่ผ่าตัดทำหน้าอกแล้วจะเก็บเงินให้ได้หลักแสนภายใน 2-5 ปี เพื่อจะได้รีบผ่าตัดแปลงเพศให้เป็นสาวประเภทสองเต็มตัว สาเหตุที่ต้องรีบผ่าตัดทั้งที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยก็เพราะเชื่อกันว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดแปลงเพศที่ดีที่สุดต้องทำก่อนอายุ 20 ปี โดยเชื่อกันว่าฮอร์โมนเพศชายยังทำงานไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อแขนขายังไม่ดูเป็นชายมากนัก

            "สาวประเภทสองที่เดินไปมาตามท้องถนนจะเห็นชัดเจนเลยว่ามีอยู่ 2 ประเภท คือ กลุ่มที่ดูหุ่นสวย แขนขา ผิวพรรณหน้าตาเหมือนผู้หญิงมากจนแยกแทบไม่ออก กลุ่มนี้เชื่อกันว่าเป็นเพราะผ่าตัดแปลงเพศตั้งแต่อายุ 20 ปี ไม่เกิน 25 ปี กับอีกประเภทที่เป็นสาวประเภทสองร่างใหญ่ยักษ์ ท่าทางน่ากลัว เหมือนผู้ชายใส่กระโปรง ก็เพราะผ่าตัดหลังจากฮอร์โมนเพศชายขยายตัวเต็มที่แล้ว การ์ตูนเองก็ผ่าตัดทำนมตั้งแต่อายุ 19 ปี และผ่าตัดแปลงเพศเมื่อปีที่แล้วตอนอายุได้ 21 ปี" การ์ตูน สาธยาย

ด้าน เจน นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ปี 4 วัย 23 ปี ซึ่งผ่าตัดแปลงเพศแล้วเช่นเดียวกัน ขยายความเพิ่มว่า การผ่าตัดแปลงเพศมีค่าใช้จ่ายหลักแสนบาทขึ้นไป เริ่มจากกินยาคุมกำเนิดและฉีดฮอร์โมนตั้งแต่วัยรุ่น เสียค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 2,000 บาท บวกกับการผ่าตัดทำหน้าอกอีก 4-6 หมื่นบาท ไม่รวมผ่าตัดแปลงเพศอีกประมาณ 1 แสนบาท ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของแพทย์ผู้ทำศัลยกรรม

เจน บอกว่า ขั้นตอนก่อนการผ่าตัดแปลงเพศเริ่มจากไปพบจิตแพทย์ 2-4 ครั้ง เพื่อทดสอบสภาพจิตใจว่าไม่ได้ผิดปกติอะไร และมีความตั้งใจจริงที่จะใช้ชีวิตและร่างกายแบบผู้หญิง จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการเลือกว่าจะผ่าตัดแบบใด โดยมี 3 รูปแบบ คือ แบบธรรมดา แบบต่อกราฟ และแบบต่อลำไส้ ซึ่งแบบธรรมดาจะมีความยาวของช่องคลอดสั้น ส่วนการผ่าแบบต่อสำไส้ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้น การผ่าตัดแบบต่อกราฟจึงเป็นที่นิยมมากที่สุด ราคาตกอยู่ที่ 1-1.5 แสนบาท

"พวกเราผ่าตัดแล้วจำเป็นต้องใส่เสื้อนักศึกษาหญิง สวมกระโปรง บางครั้งเวลาอยู่ข้างนอกก็อาจจะเปิดกระดุมเสื้อบ้าง แต่เวลาเข้าชั้นเรียนก็จะติดกระดุมมิดชิด เอาเสื้อใส่ในกระโปรง เรารู้ว่าอาจารย์ส่วนใหญ่ยอมรับ แต่ก็มีอาจารย์บางคนที่รับไม่ได้ เราก็อธิบายว่าพวกเราผ่าตัดแล้ว เป็นผู้หญิงเต็มตัว ถ้าแต่งตัวแบบผู้ชายมันจะขัดกันมากเลย บางคนก็โดนแกล้ง เช่น อาจารย์คุมสอบไล่ให้ไปเปลี่ยนกางเกง ไม่งั้นจะไม่ให้เข้าสอบ น่าเห็นใจนะ เพราะผมยาว แต่งหน้า แต่ต้องไปยืมกางเกงเพื่อนผู้ชายมาใส่เข้าสอบ พวกเราส่วนใหญ่เรียนดีนะ เกรดเฉลี่ยประมาณ 3.0 ขึ้นไป เพราะไม่อยากโดนดูถูกว่าเป็นกะเทยแล้วยังโง่อีก" เจน กล่าว

ขณะที่ บี นักศึกษาปี 2 ก็เป็นอีกคนที่ผ่าตัดแปลงเพศเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะมีอายุเพียง 20 ปีก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทำศัลยกรรม 2 แสนบาทนั้น ก็มาจากพ่อและแม่ของเธอเอง

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการแต่งกายของนักศึกษาสาวประเภทสองว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและกาลเทศะ ที่สำคัญต้องไม่ไปกระทบสิทธิของคนอื่น สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่อนข้างมีนโยบายผ่อนปรนเรื่องการแต่งกายของนักศึกษา เน้นให้สาระสำคัญทางด้านสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์มากกว่า เพียงแต่ตอนรับปริญญาบัตรต้องแต่งชุดเป็นผู้ชายเท่านั้น

"นักศึกษาเพศที่สามมีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ และทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมอย่างมากมาย แต่การแปลงเพศตั้งแต่อายุยังน้อยหรือขณะเรียนมหาวิทยาลัยนั้น อยากให้แพทย์มีมาตรฐานการตรวจสภาพจิตใจก่อนอนุญาตให้ผ่าตัด เพราะที่รู้มายังไม่มีกฎหรือข้อบังคับชัดเจน ต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลหรือคลินิกก็มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการศัลยกรรมแปลงเพศ ผมอยากให้คำนึงถึงความปลอดภัยให้มาก เพราะการผ่าตัดเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างต่างประเทศ เขามีการพบจิตแพทย์หลายครั้ง มีการทดสอบอื่นๆ อีกมาก กว่าจะผ่าตัดแปลงเพศ ส่วนเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าในบัตรประชาชนจากนายเป็นนางสาวนั้น ถ้าคุณแปลงเพศให้เขาแล้ว คุณก็ต้องเปลี่ยนคำนำหน้าจากนายเป็นนางสาวให้เขาด้วย เพราะร่างกายได้เปลี่ยนเป็นผู้หญิงไปแล้ว" ดร.ปริญญา กล่าว
           ด้าน ผศ.ดร.มนัส นามวงศ์ คณะวิทยาการจัดการหลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า เมื่อโลกกำหนดให้มีแค่สองเพศ เพศที่สามจึงต้องพยายามเข้าทางเพศใดเพศหนึ่งให้ได้ เพื่อให้สังคมยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ ส่วนเรื่องการที่นักศึกษาชายแต่งชุดนักศึกษาผู้หญิงนั้น ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอน ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าการที่เขาแต่งชุดนักศึกษาหญิงก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร บางคนทำตัวเรียบร้อยกว่าผู้หญิงแท้เสียอีก ส่วนปัญหาที่พบอาจเป็นเรื่องการใช้ห้องน้ำ เพราะนักศึกษาหญิงบางรายก็ไม่พอใจ

ขณะที่ นพ.กมล วัฒนไกร ประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกินฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลตั้งแต่อายุยังน้อย และกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในกลุ่มของผู้หญิงนั้นจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอก แต่หากเป็นกลุ่มชายที่กินฮอร์โมนเพศหญิงเป็นระยะเวลานาน ยังไม่มีผลวิจัยยืนยันว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเหมือนผู้หญิงหรือไม่แต่คาดว่าการกินฮอร์โมนเพศหญิงไม่ได้มีความปลอดภัย 100% ส่วนกรณีผู้ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองก่อน และต้องผ่านการทดสอบจากจิตแพทย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด ทั้งนี้ผู้ชายที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศมักจะอยู่ในวัยที่ร่างกายเจริญเต็มที่หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

สมาคมฟ้าสีรุ้งเตือนแปลงเพศเสี่ยงกว่าเกย์

            จุฬาฯ เผยไทย-เทศแปลงเพศวันละ 2-3ราย สมาคมฟ้าสีรุ้งชี้เป็น “เกย์” ไม่เสี่ยงโรคจากกินฮอร์โมนเพศ สภาทนายความชี้แปลงเพศไม่มีผลต่อการทำนิติกรรม

หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอข่าวนักศึกษาฮิตแปลงเพศตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้สวยเหมือนผู้หญิงแท้ๆ นั้น ไม่เพียงเฉพาะนักศึกษาเท่านั้นที่นิยมแปลงเพศ กลุ่มเพศที่สามส่วนใหญ่ก็นิยมเข้ารับบริการแปลงเพศเฉลี่ยวันละ 2-3 ราย จนองค์กรด้านเพศที่สามหวั่นจะเกิดปรากฏการณ์ลื่นไหลทางเพศ แม้ว่ากฎหมายไทยยังไม่ยอมรับผู้ชายที่แปลงเพศเป็นหญิงแล้วใช้นางสาวนำหน้าชื่อก็ตาม

รศ.นพ.ประยุทธ  โชครุ่งวรานนท์ ศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวโน้มของการผ่าตัดแปลงเพศในปัจจุบันว่า มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศเฉลี่ยเดือนละ 2-3 ราย แต่เป็นในรูปแบบเพื่อการเรียนการสอนของนิสิตมากกว่า ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

"โรงพยาบาลจุฬาฯ มีผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศเฉลี่ยเดือนละ 2-3 ราย หากเป็นโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ คาดว่าน่าจะมีคนไทยและคนต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการผ่าตัดแปลงเพศเฉลี่ยวันละ 2-3 ราย" รศ.นพ.ประยุทธ กล่าว 

ด้านนายกมลเศรษฐ์ เก่งการเรือ เลขาธิการสมาคมฟ้าสีรุ้ง ยอมรับเช่นเดียวกันว่าแนวโน้มของผู้ชายที่จิตใจเป็นหญิงเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดแปลงเพศเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขมายืนยันก็ตาม ส่วนใหญ่มักเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศที่โรงพยาบาลเอกชน เพราะมีความสะดวกสบายและรวดเร็วกว่าโรงพยาบาลรัฐ เพียงแค่หิ้วเงินมา อายุเท่าไรก็ไม่สำคัญจนเป็นปรากฏการณ์ลื่นไหลทางเพศ อยากแปลงเพศโดยที่บางคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองหรือไม่

"เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีสอนในโรงเรียน กลุ่มเพศที่สามรุ่นใหม่ยังไม่รู้ว่าการเป็นเกย์ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งโดยไม่ต้องผ่าตัดแปลงเพศ และที่ผ่านมาคนที่แปลงเพศมาแล้ว มักประสบปัญหาทั้งการเลือกอาชีพ การหางานทำ การใช้ชีวิตคู่ ตลอดจนคำนำหน้านาม แม้ว่าจะมีการเสนอกฎหมายให้ใช้คำนำหน้านามว่านางสาว แต่กฎหมายก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ คงต้องมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายเลือกใช้คำนำหน้านามใหม่ โดยมีการศึกษาที่ละเอียดกว่านี้ ซึ่งต้องไม่เป็นถ้อยคำที่ตีตรา สังคมยอมรับ และให้สิทธิความเท่าเทียมในกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน" นายกมลเศรษฐ์  กล่าว

นอกจากปัญหาเรื่องคำนำหน้านามในกลุ่มชายที่แปลงเพศแล้ว นายกมลเศรษฐ์ยังเป็นห่วงเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงในกลุ่มชายแปลงเพศว่า การกินฮอร์โมนของกลุ่มสาวประเภทสองยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง มีเพียงแต่คำบอกเล่าถึงโทษภัยของมัน เช่น เป็นไข้ง่าย เป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมีอาการทางจิตและประสาท เป็นต้น

"ผมอยากให้มีการทำวิจัยเรื่องผลกระทบจากการกินฮอร์โมนในกลุ่มสาวประเภทสองขึ้นมา เพราะเท่าที่เคยคุยกับสาวประเภทสองส่วนใหญ่ แม้จะรู้ว่าการกินฮอร์โมนเป็นอันตราย แต่พวกเขาก็ขอเลือกสวยไว้ก่อน ความคิดลักษณะนี้ กลายเป็นค่านิยมในหมู่สาวประเภทสองไปแล้ว" นายกมลเศรษฐ์  กล่าว
ทั้งนี้ เว็บบอร์ดของเลดี้บอยดอทเน็ต มีการพูดคุยถึงผลกระทบจากการใช้ฮอร์โมนเพศหญิง หรือการเทคยา ในกลุ่มสาวประเภทสองว่า การกินฮอร์โมนมากๆ ทำให้มีอาการปวดหัว อ่อนเพลีย กระดูกเสื่อม ใบหน้าหมองคล้ำ ผมร่วง และยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมอีกด้วย จึงมีกลุ่มคนในเว็บบอร์ดออกมารณรงค์ไม่ใช้กลุ่มสาวประเภทสองเลิกเทคยาเกินขนาด เพราะจะมีผลกระทบต่อสุขภาพและการเรียน 

เช่น ka-toon โพสต์ข้อความว่า จากประสบการณ์และการเฝ้าดูพฤติกรรมการเทคยาของคนอื่นๆ เชื่อว่ามีผลเสียต่ออวัยวะภายในของร่างกาย และยังแจกแจงว่า สาวประเภทสองเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ยังให้ความสนใจกับการเทคยา และเรื่องความสวยงามทางร่างกายรวมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือความสนใจด้านการเรียนเพียงกี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อยากให้กลุ่มสาวประเภทสองควรหันมาใส่ใจต่อสุขภาพและการศึกษาดีกว่า และผู้ตอบกระทู้ส่วนใหญ่ ก็ให้การสนับสนุนแนวคิดของ ka-toon และร่วมกันรณรงค์ให้กินฮอร์โมนแต่พอดีไม่เร่งรัดหรือเทคยาจนเกิดขนาด เพราะจะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ 

ส่วนแนวโน้มของผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงมากขึ้นนั้น ในเรื่องสถานภาพทางกฎหมายและร่างกายที่ไม่สอดคล้องกันมีปัญหาการทำนิติกรรมต่างๆ หรือไม่ นายนคร ชมพูชาติ รองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าวว่า กรณีผู้ชายแปลงเพศเป็นผู้หญิงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ทางนิตินัยยังไม่เปลี่ยนแปลงยังสามารถทำนิติกรรมทุกอย่างตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาทางร่างกายที่ขัดกับสถานะทางกฎหมายไม่ได้มีผลต่อการทำนิติกรรม เพราะการทำนิติกรรมทางกฎหมายไม่ได้จำกัดให้แสดงตัวตามนิตินัย แต่จะมีปัญหากรณีที่ชายที่แปลงเพศแล้วไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง อาจทำให้คู่กรณีสำคัญผิดได้ก็ฟ้องร้องกันตามกฎหมายได้

"แต่หากมีกฎหมายรองรับการแปลงเพศแล้ว กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ต้องเปลี่ยนไปตาม ที่ผ่านมาชายที่แปลงเพศเป็นหญิงแล้วไม่มีผลต่อการทำนิติกรรมต่างๆ แต่มีปัญหาจากตัวเขาเอง ซึ่งเกิดจากสถานที่ต่างๆ ไม่รองรับสาวที่แปลงเพศแล้ว เช่น การใช้สถานที่สาธารณะของผู้หญิง ซึ่งเขาควรมีสิทธิใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะออกกฎหมายรองรับการแปลงเพศต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริง ออกกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพความจริงและสังคมต้องยอมรับด้วย กรณีชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้ว คำนำหน้านามเป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับ ซึ่ง ส.ส.และ ส.ว.ผู้ที่ออกกฎหมายต้องมีความเข้าใจ ยอมรับและให้สิทธิ์ หากยังมองว่าพวกเขาผิดปกติก็ยังจมอยู่กับปัญหาต่อไป" นายนคร  กล่าว